ฎีกา

ฎีกา

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถวายฎีกา

               หลังเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงสงกรานต์ 2552 ซึ่งเกิดความไม่สงบทั้งในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้รับฟังความเห็นจากบุคคลซึ่งอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ และได้มีแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายไปแล้ว จนสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

              กระทั่งช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2552 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัดการชุมนุมขึ้นอีก โดยในช่วงเวลาดังกล่าวได้ประกาศจะถวายฎีกาให้มีพระราชวินิจฉัยปลด พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิถะ องคมนตรี ออกจากตำแหน่ง

              จากนั้น นปช.ได้มีความคิดที่จะถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก 33 ไร่ มูลค่า 772 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดำเนินกิจการเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี ตามมาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

              แนวคิดดังกล่าวปรากฏต่อสาธารณะ ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2552 พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์พูดคุยกับผู้ชุมนุม ซึ่งนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่ม นปช. ได้สอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณว่า จะให้คนเสื้อแดงถวายฎีกาให้หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ก็แล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณ เพราะอยากเห็นความปรองดอง มีเรื่องกันมานานพอแล้ว จึงอยากให้หันหน้าเข้าหากัน

              หลังจากที่กลุ่ม นปช.หรือคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวให้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ปรากฏว่า ใน

วันที่ 29 มิถุนายน 2552 นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำคำเสื้อแดง กลับให้สัมภาษณ์คัดค้านการถวายฎีกาครั้งนี้ว่า งงกับสิ่งที่นายวีระพูด เพราะในที่ประชุมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ และการยื่นถวายฎีกาก็เท่ากับว่ายอมรับว่าผิดจริง แล้วหากผิดทำไมจึงไม่รับโทษ

              วันเดียวกันนั้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์การขอพระราชทานอภัยโทษว่า เรื่องนี้เป็นพระราชอำนาจ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีระเบียบหลักเกณฑ์ ผู้ที่จะขออภัยโทษจะต้องเป็นบุคคลที่รับโทษอยู่ในเรือนจำ ต้องได้รับโทษแล้ว ซึ่งเจ้าตัวต้องทำเรื่องไปยังผู้บัญชาการเรือนจำ หรือมีญาติพี่น้อง พ่อแม่ทำเรื่องขึ้นมา

              จากนั้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2552 นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่าคงไปห้ามความต้องการของประชาชนไม่ได้

              ด้านคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ที่มี พล.อ.อ.ณพฤกภ์ มัณฑะจิตร ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้พิจารณากรณีแกนนำกลุ่มเสื้อแดงเตรียมล่ารายชื่อประชาชนเพื่อถวายฎีกา โดยหลังการประชุม นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เลขานุการ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การรวบรวมรายชื่อเพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์ใดๆ เพราะผู้มีสิทธิขอคือ ผู้ต้องโทษ บิดา มารดา บุตร คู่สมรสของผู้ต้องโทษ บุคคลอื่นจะมาดำเนินการให้ไม่ได้

              อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการรวบรวมรายชื่อนั้น ได้มีสื่อมวลชนสัมภาษณ์ญาติพี่น้องและบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณถึงเรื่องการลงรายชื่อร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงหรือไม่ ซึ่งนางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า เมื่อถึงเวลานั้นจะตัดสินใจอีกที ส่วนนางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คงไม่เหมาะสมหากจะไปร่วมลงชื่อด้วย และ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร พี่ชาย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า การที่คนในตระกูลชินวัตร ไม่ได้ร่วมลงชื่อในคำถวายฎีกานั้น เป็นเพราะตระกูลชินวัตร ยังถือว่าไม่ได้เดือดร้อน

              วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 นายสุรชัยได้ย้ำความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา แต่ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นยื่นฎีการ้องทุกข์ จะมีความเหมาะสมมากกว่า

              แม้ว่าจะมีทั้งแกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการยื่นถวายฎีกา และมีผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าไม่มีหลักเกณฑ์ใดที่เอื้อต่อการให้ผู้อื่นดำเนินการแทนในการขอพระราชทานอภัยโทษ แต่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งนำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ยังคงยืนยันจะรวบรวมรายชื่อประชาชน ยื่นถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้จัดแถลงข่าวขึ้น ซึ่งนายวีระได้แถลงว่า เคยเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่การชุมนุมคนเสื้อแดงที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน และที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรีมาแล้ว และได้รอฟังความคิดเห็นของประชาชน เมื่อเห็นปฏิกิริยาจากประชาชนก็รับจะเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ

              วันที่ 9 กรกฎาคม 2552 กลุ่ม นปช.ได้แถลงข่าวอีกครั้ง โดยนายวีระได้แถลงว่า จากการประชุมของแกนนำคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2552 ได้เปลี่ยนชื่อกลุ่มจากแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน มีนายวีระเป็นประธาน และมีนายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ เป็นที่ปรึกษา

              นายมานิตย์ได้กล่าวด้วยว่า การถวายฎีกาไม่ใช่การขออภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นลักษณะของการถวายฎีการ้องทุกข์ของประชาชน โดยยกกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรม

              ด้านกระทรวงยุติธรรม โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้แถลงข่าวในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 และยังได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การทำความเข้าใจที่ถูกต้องกรณีการทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแก่ประชาชนว่า เรื่องนี้จะต้องเป็นไปตามกรอบและกระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 และระเบียบปฏิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่ผ่านมา ผู้มีสิทธิขอพระราชทานอภัยโทษได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติว่า

              “จะต้องเป็นตัวของผู้ต้องคำพิพากษาของศาลให้ได้รับโทษทางอาญา หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส บุตรหลาน หรือญาติที่ใกล้ชิดเท่านั้น เป็นผู้ยื่นแสดงความจำนงขอพระราชทานอภัยโทษตามหลักเกณฑ์และกฎหมาย”

              ในช่วงการรวบรวมรายชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดง ในการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ก็มีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า การจะขอพระราชทานอภัยโทษได้นั้น พ.ต.ท.ทักษิณต้องกลับมารับโทษก่อน การขอพระราชทานอภัยโทษจะต้องยื่นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ บิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือญาติพี่น้อง หรือการยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษต้องมิใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงเรื่องสถานที่ที่จะยื่นฎีกา ก็จะต้องยื่นที่เรือนจำหรือกระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่การทูลเกล้าฯถวายฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการ

              วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ 26 แห่ง ได้ร่วมลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกา และรวบรวมรายชื่ออธิการบดี จัดทำหนังสือส่งถึงราชเลขาธิการให้ยับยั้งการนำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เนื่องจาก

              1.ฎีกาดังกล่าวไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259-267 และขัดต่อพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 23

              2.ฎีกาดังกล่าวไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรม แต่มุ่งหมายให้พระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมิใช่ผู้ถวายฎีกา

              3.ฎีกาดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้พระมหากษัตริย์ใช้พระราชอำนาจก้าวล่วงองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

              4.ฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองชัดเจน เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาสู่ความขัดแย้ง

              5.อาจทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนทั่วไปและกับสถาบันสูงสุดของชาติ

              นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญกฎหมายหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเขียนเรื่อง “การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี” โดยมีบทสรุปถึงการระงับภาวะ “ฎีกาโกลาหล” ครั้งนี้ด้วยวิธีการทางการเมือง 2 ทางคือ 1.ให้อดีตนายกรัฐมนตรีขอร้องให้แกนนำในการชักจูงประชาชน ยุติการกระทำที่มิได้เป็นไปตามกฎหมาย นิติประเพณีและระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องเสีย 2.นายกรัฐมนตรีปัจจุบันต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและนิติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรค 2 กำหนดไว้ และตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยคณะรัฐมนตรีต้องมีมติร่วมกัน ให้นายกรัฐมนตรีระงับการทูลเกล้าฯถวายฎีกาที่ขัดต่อกฎหมาย นิติประเพณีและระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

              และคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำจดหมายเปิดผนึกคัดค้านการโฆษณาชักชวนให้ประชาชนลงชื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากเห็นว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประเพณีที่มีมาช้านาน มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องในการถวายฎีกา นอกจากนี้ การถวายฎีกาครั้งนี้ยังมีเป้าหมายในทางการเมือง เพื่อให้กระทบความเคารพศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง เหล่าคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เรียกร้องให้หยุดยั้งกระทำการผิดกฎหมาย ประเพณีและระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการฎีกาเสีย

              แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย วิพากษ์วิจารณ์ และขอให้กลุ่ม นปช.หยุดการดำเนินการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดคดีประมูลที่ดินย่านรัชดาภิเษก แต่แกนนำกลุ่ม นปช.ก็ยังเดินหน้ารวบรวมรายชื่อประชาชนต่อไปอีก และจะนำใบฎีกายื่นต่อสำนักพระราชวัง ในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2552 ว่า กำหนดยื่นใบฎีกาในวันที่ 17 สิงหาคม เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบเอกสารจะแล้วเสร็จในวันที่ 15 กรกฎาคม หลังการถวายฎีกา ทางกลุ่มก็จะแยกย้ายกันกลับ จะไม่มีการชุมนุมต่อ

ลำดับเหตุการณ์